ปัจจัยทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (30 มีนาคม – 5 เมษายน 2568) ราคาทองคำมีความผันผวนอย่างมาก เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ ดังนี้

1. มาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการตอบโต้จากจีน
เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศมาตรการภาษีใหม่ โดยกำหนดภาษีพื้นฐาน 10% สำหรับสินค้านำเข้าทั้งหมด และเพิ่มภาษีที่สูงขึ้นสำหรับบางประเทศ เช่น จีน 34% และสหภาพยุโรป 20% มาตรการดังกล่าวสร้างความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าและส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง นักลงทุนจึงหันมาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม จีนได้ตอบโต้ด้วยการกำหนดภาษี 34% สำหรับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ การตอบโต้ดังกล่าวทำให้ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
2. การซื้อทองคำของธนาคารกลาง
ธนาคารกลางหลายแห่งยังคงเพิ่มการถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ธนาคารกลางได้เพิ่มทองคำสุทธิ 24 ตัน โดยมีโปแลนด์และจีนเป็นผู้นำในการซื้อ การเพิ่มการถือครองทองคำนี้สะท้อนถึงความต้องการป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
3. การคาดการณ์ของสถาบันการเงิน
สถาบันการเงินชั้นนำ เช่น Goldman Sachs และ Bank of America ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์ราคาทองคำ โดย Goldman Sachs คาดว่าราคาทองคำจะอยู่ที่ 3,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี 2568 และ Bank of America คาดการณ์ราคาทองคำที่ 3,350 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ในปี 2569

จากปัจจัยทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่กล่าวมาข้างต้น คาดว่าราคาทองคำในวันที่ 6 เมษายน 2568 จะยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการค้าและการเพิ่มการถือครองทองคำของธนาคารกลาง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากตลาดทองคำอาจมีความผันผวนสูงจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระดับสากล
แนวโน้มราคาทองคำจากกราฟเทคนิคเพิ่มเติม

ภาพรวมราคา
- ราคาล่าสุดอยู่ที่ 3,037.310 USD/oz (โดยประมาณ)
- กราฟแสดงถึง การฟื้นตัวของราคา หลังจากเกิดการเทขายหนักเมื่อวาน
- มีลักษณะของการเกิด แนวรับชั่วคราว บริเวณประมาณ 3,000 ดอลลาร์ แล้วดีดกลับขึ้นมา
Volume (ปริมาณการซื้อขาย)
- ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นมากขณะราคาลงแรง (แสดงถึงการ panic sell)
- จากนั้นเมื่อราคาเริ่มดีดกลับ ปริมาณก็ยังคงสูงในช่วง rebound ซึ่งแสดงถึงแรงซื้อกลับ (buy the dip)
MACD (Moving Average Convergence Divergence)
- MACD line (สีน้ำเงิน) กำลัง ตัดขึ้นเหนือ Signal line (สีส้ม) หลังจากลงมาต่ำสุดมาก
- Histogram เริ่มเป็นแท่งเขียว และขนาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ➤ เป็นสัญญาณของ โมเมนตัมขาขึ้น
- MACD ยังอยู่ต่ำกว่าศูนย์ แสดงว่าแนวโน้มใหญ่ยังไม่เป็นขาขึ้นเต็มตัว แต่มีแรงเด้งระยะสั้น
แนวรับ-แนวต้านที่น่าสนใจ
- แนวรับระยะสั้น 3,000 – 3,010 USD/oz (เป็นจุดที่ราคาดีดตัว)
- แนวต้านระยะสั้น 3,050 – 3,070 USD/oz (เป็นจุดที่ราคาหยุดขึ้นก่อนหน้านี้)
สรุปทางเทคนิค
- ราคาทองคำในกราฟนี้มีสัญญาณ “ฟื้นตัวระยะสั้น” หลังลงแรง โดยมีแรงซื้อกลับเข้ามาพร้อมปริมาณซื้อขายที่สูง
- MACD ส่งสัญญาณบวก แต่ต้องระวังแนวต้านที่ใกล้เคียง
- หากสามารถทะลุ 3,070 ได้อย่างมั่นคง จะเข้าสู่การกลับตัวเป็นขาขึ้นระยะสั้น
- หากกลับลงต่ำกว่า 3,010 อีกครั้ง จะเสี่ยงต่อการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาลง