ราคาทองคำในวันที่ 13 ตุลาคม 2567 คาดว่าจะยังคงเผชิญกับการปรับฐานในระยะสั้น หลังจากที่พุ่งสูงสุดในช่วงต้นเดือนตุลาคม โดยปัจจุบันราคาทองคำอยู่ในช่วงของการปรับตัวลงมาประมาณ $2,640 – $2,650 ต่อออนซ์ และมีแนวโน้มปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบ
- การแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ การคาดการณ์เรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ลดลงจากการคาดการณ์เดิม ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง เนื่องจากทองคำซึ่งถูกซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์มีราคาแพงขึ้นสำหรับนักลงทุนที่ใช้สกุลเงินอื่น
- สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังคงหนุนราคาทองคำ เนื่องจากนักลงทุนยังคงมองหาทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่มีความไม่แน่นอน
ราคาทองคำในวันพรุ่งนี้อาจยังคงผันผวนจากปัจจัยทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์และการปรับตัวของ Fed นักลงทุนควรระวังความผันผวนในระยะสั้น แต่อาจมีโอกาสฟื้นตัวหากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจหรือการเมืองเปลี่ยนแปลงในทางที่สนับสนุนทองคำ
แนวโน้มราคาทองคำจากกราฟเทคนิคเพิ่มเติม

1. แนวโน้มจากรูปแบบกราฟ (Chart Patterns)
- ราคาทองคำกำลังเคลื่อนไหวในกรอบ ascending broadening wedge ซึ่งแสดงถึงความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น การที่ราคายังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบนี้บ่งชี้ว่าอาจมีการทดสอบแนวต้านที่ $2,660 – $2,700 หากราคาสามารถทะลุผ่านแนวนี้ได้ จะเป็นสัญญาณการฟื้นตัวและเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นต่อเนื่อง
2. Relative Strength Index (RSI)
- RSI ในปัจจุบันอยู่ในระดับกลาง Neutral Zone ซึ่งหมายความว่าราคาทองคำไม่ได้อยู่ในช่วงที่ซื้อมากเกินไป (overbought) หรือน้อยเกินไป (oversold) ทำให้ยังไม่มีสัญญาณของการกลับตัวที่ชัดเจน แต่ควรจับตาดู RSI หากขยับเข้าสู่โซน overbought (มากกว่า 70) ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าตลาดมีแนวโน้มที่จะปรับฐานในระยะสั้น
3. Moving Averages (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่)
- ราคาทองคำเคลื่อนไหวอยู่ใกล้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน (EMA) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวรับที่สำคัญในกรอบเวลาสั้น หากราคาหลุดแนวรับนี้ อาจมีแรงขายเพิ่มขึ้นและราคาทองคำอาจปรับตัวลงไปทดสอบระดับแนวรับถัดไปที่ $2,600
4. MACD (Moving Average Convergence Divergence)
- MACD ในขณะนี้ยังคงแสดงถึงแนวโน้มขาลง (bearish) โดยเส้นสัญญาณ (signal line) อยู่ต่ำกว่าเส้น MACD line ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าตลาดยังคงอยู่ในภาวะขาลง หาก MACD สามารถกลับมาทะลุเส้นสัญญาณได้ จะเป็นสัญญาณการฟื้นตัวของราคาในระยะสั้น
5. Fibonacci Retracement
- ระดับ Fibonacci ที่ 61.8% ถือเป็นแนวต้านสำคัญ หากราคาทองคำยังไม่สามารถทะลุผ่านได้ มีโอกาสที่จะเห็นการย่อตัวไปทดสอบระดับแนวรับต่ำกว่า หากราคาทะลุแนวต้านได้ มีโอกาสที่ราคาจะขยับขึ้นไปสู่ระดับ $2,700 – $2,800 ได้ในไตรมาสนี้
ราคาทองคำในระยะสั้นมีความผันผวนและต้องจับตาแนวรับที่ $2,600 หากราคาหลุดจากระดับนี้ อาจมีการปรับฐานลง แต่หากสามารถทะลุแนวต้าน $2,660 – $2,700 ได้ จะเป็นสัญญาณบวกต่อการฟื้นตัว
