ปัจจัยทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

- นโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ
- เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรใหม่ 10% สำหรับสินค้านำเข้าทั้งหมด และเพิ่มภาษีสูงสุดถึง 50% สำหรับบางประเทศ เช่น จีน (34%), สหภาพยุโรป (20%) และญี่ปุ่น (24%)
- การดำเนินการดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งกระตุ้นให้นักลงทุนหันมาถือครองทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
- การตอบสนองของตลาดการเงิน
- ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างมาก เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ และความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย
- ในทางกลับกัน ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น โดยสัญญาทองคำล่วงหน้าเดือนเมษายนปิดที่ $3,121.70 ต่อทรอยออนซ์ ลดลง 1.4% จากระดับสูงสุดที่ $3,166.20 แต่ยังคงเพิ่มขึ้น 19% ตั้งแต่ต้นปี 2025
- การคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
- ธนาคาร HSBC ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์ราคาทองคำเฉลี่ยในปี 2025 เป็น $3,015 ต่อทรอยออนซ์ จากเดิมที่ $2,687 โดยอ้างถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
- ธนาคาร Bank of America ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์ราคาทองคำเฉลี่ยในปี 2025 เป็น $3,063 ต่อทรอยออนซ์ จากเดิมที่ $2,750 โดยเน้นว่าความไม่แน่นอนที่เกิดจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ จะยังคงสนับสนุนราคาทองคำในระยะสั้น
- การซื้อทองคำของธนาคารกลา
- ธนาคารกลางหลายแห่งกำลังเพิ่มการซื้อทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการถือครองดอลลาร์สหรัฐฯ โดยได้รับแรงกระตุ้นจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดจากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์
- ตั้งแต่การรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 การซื้อทองคำของธนาคารกลางเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000 เมตริกตันต่อปี ซึ่งเป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยในทศวรรษก่อนหน้า

ปัจจัยพื้นฐานในปัจจุบัน เช่น การประกาศภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการซื้อทองคำของธนาคารกลาง ส่งผลให้นักลงทุนหันมาถือครองทองคำมากขึ้น ทำให้ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในวันที่ 5 เมษายน 2025 อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามข่าวสารและปัจจัยต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากตลาดทองคำอาจมีความผันผวนสูง
แนวโน้มราคาทองคำจากกราฟเทคนิคเพิ่มเติม

แนวโน้มโดยรวม
- ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 3,105.620 USD/ออนซ์
- มีการฟื้นตัวหลังจากร่วงลงไปแตะบริเวณ 3,090 USD/ออนซ์
- การฟื้นตัวของราคามาพร้อมกับ Volume ที่เพิ่มขึ้น ในช่วงท้าย ซึ่งอาจบ่งบอกถึงแรงซื้อกลับเข้ามา
MACD (Moving Average Convergence Divergence)
- MACD Line (-3.853) ต่ำกว่า Signal Line (-3.921) แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มยังอยู่ในภาวะขาลง แต่เริ่มมีการดีดกลับ
- ฮิสโตแกรมของ MACD เปลี่ยนจากสีแดงเข้มเป็นสีแดงอ่อน ซึ่งหมายความว่าแรงขายเริ่มลดลง และอาจเข้าสู่จุดกลับตัวในไม่ช้า
แนวรับ-แนวต้านที่สำคัญ
- แนวรับ 3,090 USD (แนวรับล่าสุดที่ราคาดีดตัวขึ้น)
- แนวต้าน 3,110 – 3,120 USD (โซนที่มีแรงขายเข้ามาก่อนหน้านี้)
สรุปแนวโน้มสำหรับวันพรุ่งนี้
- หากราคาสามารถยืนเหนือ 3,100 – 3,105 USD ได้ อาจมีโอกาสรีบาวด์ขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 3,110 – 3,120 USD
- หากราคาหลุด 3,090 USD อาจเกิดแรงขายต่อเนื่อง ไปยังโซนแนวรับถัดไปที่ 3,075 – 3,060 USD
- MACD บ่งชี้ว่ากำลังฟื้นตัว แต่ยังไม่ได้ส่งสัญญาณ “ซื้อ” ที่ชัดเจน ควรรอการยืนยัน